Cover ImageForeground Image

ซื้อโรงงานร่วมกับหุ้นส่วน ต้องแบ่งสิทธิ์ยังไง

HeartPNG
doteyedotlike
copy

ซื้อโรงงานร่วมกับหุ้นส่วนต้องตกลงสิทธิ์อย่างไร? สรุปหลักกฎหมาย การแบ่งกรรมสิทธิ์ สัญญาผู้ถือหุ้น การถือครองที่ดิน ภาษี และแนวทางป้องกันปัญหาขัดแย้งในอนาคต

  การทำธุรกิจร่วมกับหุ้นส่วนถือเป็นเรื่องปกติในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อมีเป้าหมายใหญ่ เช่น การซื้อโรงงานหรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการ เพราะการมีหุ้นส่วนช่วยแบ่งเบาภาระด้านเงินทุน เพิ่มความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน และสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจได้มากขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง “การซื้อโรงงานร่วมกับหุ้นส่วน” ก็มีรายละเอียดทางกฎหมายและการบริหารจัดการที่ต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่อง “การแบ่งสิทธิ์และผลประโยชน์” ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่มักกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาภายหลัง หากไม่ได้กำหนดให้ชัดเจนตั้งแต่แรก

  แต่สิ่งที่มักเป็นปัญหาตามมา คือ “จะตกลงเรื่องสิทธิ์กันยังไงดี?” เพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งในอนาคต บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจหลักการแบ่งสิทธิ์ การจัดการทรัพย์สิน และแนวทางป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเมื่อซื้อโรงงานร่วมกับหุ้นส่วน

1. เริ่มต้นด้วยความเข้าใจตรงกันก่อนซื้อ

  ก่อนจะลงมือซื้อโรงงาน สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การพูดคุยอย่างเปิดใจ” กับหุ้นส่วนทุกคน ต้องเคลียร์กันตั้งแต่ต้นว่า

  • ใครจะลงทุนเท่าไร
  • ใครจะเป็นคนบริหาร
  • ใครจะถือสิทธิ์ในที่ดิน อาคาร หรือเครื่องจักร
  • ถ้ามีการเลิกกิจการ จะจัดการแบ่งทรัพย์สินกันยังไง

  เอกสารและสัญญาที่ทำไว้ตั้งแต่แรกจะช่วยป้องกันปัญหาความเข้าใจผิดในอนาคต เพราะเมื่อธุรกิจเริ่มมีกำไร (หรือขาดทุน) สิ่งที่เคยพูดกันปากเปล่ามักถูกตีความไม่เหมือนเดิม การทำให้ทุกอย่าง “เป็นลายลักษณ์อักษร” จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง

ตัวอย่างเอกสาร

สัญญาร่วมลงทุน (Joint Investment Agreement)

  • เป็นเอกสารที่คู่สัญญาตกลงร่วมกันลงทุนในกิจการหรือโครงการบางอย่าง
  • ระบุรายละเอียดสำคัญ เช่น วัตถุประสงค์ของการลงทุน ,สัดส่วนการลงทุนและการถือหุ้น, สิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย, การแบ่งผลกำไรและขาดทุน และการระงับข้อพิพาท

บันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (Memorandum of Understanding – MOU)

  • เป็นเอกสารที่ใช้สำหรับกำหนดความเข้าใจร่วมกันก่อนทำสัญญาเต็มรูปแบบ
  • มักระบุเรื่องหลัก เช่น เจตนารมณ์ในการร่วมลงทุนหรือร่วมดำเนินธุรกิจ, เงื่อนไขเบื้องต้นและกรอบการเจรจา,การรักษาความลับ ไม่ผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ (ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในเอกสาร
2. หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับแก้ไข) มาตรา 356 “การเป็นเจ้าของรวม หมายความว่า บุคคลสองคนขึ้นไปมีกรรมสิทธิ์ในสิ่งเดียวกันโดยสัดส่วนที่ตกลงกัน หากไม่มีข้อตกลงให้ถือว่ามีกรรมสิทธิ์เท่า ๆ กัน” ดังนั้น การทำสัญญาร่วมลงทุน หรือ MOU ที่ระบุการถือหุ้นหรือสัดส่วนการลงทุน จะสอดคล้องกับหลักนี้ เพราะถือว่าเป็น เจ้าของร่วมในผลประโยชน์จากการลงทุน

  • การกำหนด “สัดส่วนการถือครอง” ที่ชัดเจน เมื่อซื้อโรงงานร่วมกัน ต้องระบุให้ชัดว่าใครถือครองสิทธิ์เท่าไร เช่น ถ้าซื้อโรงงานมูลค่า 10 ล้านบาท หุ้นส่วน A ลงทุน 6 ล้านบาท หุ้นส่วน B ลงทุน 4 ล้านบาท สามารถกำหนดให้ A ถือสิทธิ์ 60% และ B ถือสิทธิ์ 40% ได้

  ทั้งนี้ การถือสิทธิ์ต้องสะท้อน “เงินลงทุนจริง” และ “ความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย” เช่น ถ้าฝ่ายหนึ่งดูแลการผลิต ส่วนอีกฝ่ายดูแลการขาย ก็อาจแบ่งสิทธิ์โดยคำนึงถึงแรงและเวลาในการทำงานร่วมด้วย ไม่ใช่ดูแค่เงินลงทุนเพียงอย่างเดียว การระบุในโฉนดว่า “กรรมสิทธิ์รวมโดยเจตนา” คำเตือนว่า ถ้าไม่ทำเอกสารให้ชัด อาจเข้าข่าย “เจ้าของร่วมโดยพฤติการณ์” ซึ่งฟ้องร้องยาก

  คำแนะนำ: ควรมีบัญชีธนาคารร่วม หรือหลักฐานการโอนเงินลงทุนของแต่ละคนไว้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันในภายหลัง

3. การถือกรรมสิทธิ์ใน “ที่ดินและโรงงาน”

กฎหมายโรงงาน (พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535) แบบสั้น ๆ

  • การนิยามโรงงาน: โรงงานคือสถานที่ที่มีการประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตหรือแปรรูปวัตถุดิบ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมหรือความปลอดภัย เช่น การใช้สารเคมี การเผาไหม้ หรือเครื่องจักรหนัก

  • การขอใบอนุญาต: โรงงานบางประเภท ต้องขอใบอนุญาต ก่อนเริ่มดำเนินกิจการ โดยเฉพาะโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อสิ่งแวดล้อม มักต้องจดทะเบียนในนาม นิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด หรือ หจก. ารดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาอาจไม่สามารถขออนุญาตได้ หรือหากได้ ก็จะมีข้อจำกัดหลายอย่าง

  • ข้อดีของการตั้งบริษัท (นิติบุคคล) ป้องกันความเสี่ยงหนี้ส่วนบุคคล: หากโรงงานมีปัญหาหนี้สินหรือเกิดอุบัติเหตุ บริษัทเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่เจ้าของโดยตรง,ความน่าเชื่อถือ: การขอใบอนุญาต โรงงานบางประเภท และการติดต่อธุรกิจ จะสะดวกและน่าเชื่อถือมากขึ้น

  โรงงานแทน โดยให้หุ้นส่วนถือหุ้นตามสัดส่วนที่ตกลง วิธีหลังนี้ (การตั้งบริษัท) เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เพราะการโอนกรรมสิทธิ์ภายในบริษัททำได้ง่ายกว่า และสามารถกำหนดสิทธิ์ผ่านการถือหุ้นได้ชัดเจน โดยไม่ต้องยุ่งยากกับการเปลี่ยนชื่อในโฉนดบ่อยครั้ง

4.แบ่งหน้าที่ชัดเจน ใครทำอะไร ใครดูแลส่วนไหน

ตัวอย่างเนื้อหาในสัญญาผู้ถือหุ้น

1.การกำหนดสิทธิ์ลงนามร่วม (Joint Signatory Rights) “การดำเนินการเกี่ยวกับสัญญาที่มีมูลค่าเกิน 1,000,000 บาท ต้องได้รับลายมือชื่อร่วมจากผู้ถือหุ้นที่ระบุไว้ในสัญญานี้ไม่น้อยกว่า 2 คน เพื่อให้การกระทำดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย”

  ข้อกฎหมายอ้างอิง: มาตรา 101 และ 102 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (เกี่ยวกับตัวแทนของบริษัทและการลงนามในนามบริษัท) บริษัทต้องมีตัวแทน (เช่น กรรมการ) ลงนามในเอกสารทางกฎหมาย และสามารถกำหนดได้ว่าต้องลงนามร่วมกันกี่คน

  1. สิทธิยับยั้งการตัดสินใจ (Veto Rights) “ผู้ถือหุ้นประเภท A มีสิทธิยับยั้งการตัดสินใจของคณะกรรมการเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้:
  • การจำหน่ายหรือโอนทรัพย์สินหลักของบริษัท
  • การกู้ยืมเงินหรือจัดทำสัญญาที่มีผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัท
  • การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์หรือนโยบายหลักของบริษัท การใช้สิทธินี้ต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 15 วันหลังได้รับแจ้งการประชุม”

  ข้อกฎหมายอ้างอิง:

  • มาตรา 356 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (เจ้าของรวม / Co-ownership) ผู้ถือหุ้นสามารถตกลงกันได้ว่าจะกำหนดสิทธิพิเศษบางประการ เช่น การลงมติบางเรื่องต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นบางกลุ่ม
  • มาตรา 116/1–116/7 พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 (สำหรับบริษัทมหาชน) สามารถกำหนดสิทธิพิเศษแก่ผู้ถือหุ้นบางประเภทได้

เมื่อมี “ขอบเขตหน้าที่ชัดเจน” การทำงานจะง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงในการขัดแย้งได้มาก

  1. ทำ “สัญญาผู้ถือหุ้น” หรือ “สัญญาร่วมลงทุน”   เอกสารที่ช่วยป้องกันปัญหาความขัดแย้งได้ดีที่สุด คือ “สัญญาผู้ถือหุ้น (Shareholder Agreement)” หรือ “สัญญาร่วมลงทุน” ซึ่งระบุเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างละเอียด เช่น สัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละฝ่าย
  • วิธีแบ่งกำไรและขาดทุน
  • การโอนหุ้นหรือสิทธิ์ในอนาคต
  • การตัดสินใจในเรื่องสำคัญ (ต้องเห็นพ้องกันทั้งหมดหรือใช้เสียงส่วนใหญ่)
  • กรณีมีผู้ใดลาออก หรือเสียชีวิต จะทำอย่างไรกับหุ้นหรือสิทธิ์ในโรงงาน

ข้อดีของสัญญานี้: ช่วยให้ทุกอย่างเป็นทางการ มีหลักฐานทางกฎหมายรองรับ และหากเกิดปัญหาในอนาคต ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานในศาลได้ ตัวอย่าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในสัญญาผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Agreement) พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ:

  1. ไม่ระบุวิธีโอนหุ้น (Share Transfer) ปัญหา: หากผู้ถือหุ้นต้องการขายหรือโอนหุ้น แต่สัญญาไม่ระบุขั้นตอนหรือเงื่อนไข การโอนอาจเกิดความขัดแย้งหรือถูกปฏิเสธ ตัวอย่างมาตราอ้างอิง: กำหนด Right of First Refusal (ROFR) หรือ Tag-along / Drag-along rights

  2. ไม่กำหนดอำนาจผู้จัดการ (Manager / Director Authority) ปัญหา: หากไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าผู้จัดการสามารถตัดสินใจเรื่องใดได้บ้าง หรือต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น การบริหารงานอาจเกิดความสับสนหรือถูกฟ้องร้อง ตัวอย่างมาตราอ้างอิง: ระบุ Major Decisions / Reserved Matters ที่ต้องได้รับความเห็นชอบของผู้ถือหุ้น เช่น การกู้เงินเกินจำนวนหนึ่ง การขายสินทรัพย์สำคัญ

  3. ไม่กำหนดวิธีตัดสินใจเมื่อเกิดความขัดแย้งปัญหา: หากผู้ถือหุ้นไม่ตกลงกันเรื่องสำคัญ เช่น การจ่ายปันผล การลงทุนเพิ่มเติม อาจเกิด deadlock ตัวอย่างมาตราอ้างอิง: กำหนด Veto rights หรือ Dispute Resolution Mechanism เช่น การใช้ผู้ไกล่เกลี่ย

  4. ไม่กำหนดสิทธิประโยชน์หรือข้อผูกพันของผู้ถือหุ้นปัญหา: ผู้ถือหุ้นบางคนอาจเข้ามามีหุ้นแต่ไม่ร่วมสนับสนุนกิจการหรือใช้สิทธิไม่ถูกต้อง ตัวอย่างมาตราอ้างอิง: กำหนด Shareholders’ Obligations & Rights เช่น สิทธิออกเสียง, การลงทุนเพิ่มเติม

  5. ไม่กำหนดเงื่อนไขการออกจากกิจการหรือขายหุ้น ปัญหา: หากผู้ถือหุ้นต้องการถอนตัว อาจเกิดความขัดแย้งเรื่องราคาและเงื่อนไข ตัวอย่างมาตราอ้างอิง: กำหนด Exit Mechanism และวิธีประเมินมูลค่าหุ้น

6. การแบ่งผลกำไรและภาระหนี้สิน

เรื่องภาษีและการถอนเงิน

  1. ภาษีตามรูปแบบการถือครอง   - ถือในนามบุคคล → รายได้จากการลงทุนจะถูกหัก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate)   - ถือในนามบริษัท → รายได้จากการลงทุนจะถูกหัก ภาษีเงินได้นิติบุคคล 20%

  2. คำเตือนเรื่องการถอนเงิน หากฝ่ายใดถอนเงินโดยไม่บันทึกบัญชี หรือไม่ผ่านระบบบัญชีของบริษัท อาจเข้าข่าย ยักยอกทรัพย์สิน ซึ่งถือเป็นความผิดทางกฎหมายได้

  3. ข้อแนะนำเพิ่มเติม   - ควรจัดทำบัญชีและเอกสารประกอบให้ชัดเจนทุกครั้ง   - ควรปรึกษานักบัญชีหรือนักกฎหมายก่อนการตัดสินใจด้านการเงินและภาษี การจัดระบบบัญชีและงบการเงินให้โปร่งใส เป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจร่วมกัน เพราะเมื่อทุกฝ่ายเห็นตัวเลขชัดเจน ก็จะเกิดความไว้วางใจและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

7. ถ้าอยากถอนตัว ต้องทำอย่างไร?

  การโอนกรรมสิทธิ์ในโรงงาน ไม่ใช่เพียงการตกลงปากเปล่า แต่ต้องดำเนินตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อให้สิทธิ์ชัดเจนและมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ดังนี้:

  1. ทำสัญญาซื้อขายเป็นลายลักษณ์อักษร ตาม มาตรา 1299 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ (เช่น ที่ดินและโรงงาน) ต้องทำโดย สัญญาเป็นหนังสือ และต้องมี เจตนาที่ชัดเจนของผู้ขายและผู้ซื้อ 2.จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หลังทำสัญญาแล้ว ต้อง จดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (สำนักงานที่ดิน) จึงจะถือว่าการโอนกรรมสิทธิ์สมบูรณ์และมีผลต่อบุคคลภายนอก

    💡 ข้อสังเกตสำคัญ: หากเพียงตกลงปากเปล่า หรือโอนโดยไม่จดทะเบียน อาจถือว่า กรรมสิทธิ์ยังไม่เปลี่ยนมือทางกฎหมาย, ผู้ซื้อมีความเสี่ยงถูกเรียกร้องสิทธิ์จากบุคคลอื่นได้ แต่จะช่วยให้การเลิกหรือโอนสิทธิ์ทำได้อย่างสงบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

8. อย่าลืมที่ปรึกษาทางกฎหมายและบัญชี

  ก่อนลงนามในสัญญาซื้อโรงงานหรือสัญญาร่วมลงทุน ควรปรึกษาทนายหรือที่ปรึกษาด้านบัญชีเสมอ เพราะเอกสารเหล่านี้เกี่ยวข้องกับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมถึงภาษีธุรกิจ   การวางโครงสร้างให้ถูกตั้งแต่ต้น เช่น การตั้งบริษัท การทำสัญญาผู้ถือหุ้น และการวางแผนภาษี จะช่วยให้คุณและหุ้นส่วนทำธุรกิจได้มั่นคงและลดความเสี่ยงในระยะยาว

การซื้อโรงงานขายโรงงานร่วมกับหุ้นส่วน ไม่ใช่เรื่องที่ควรตัดสินใจด้วยความไว้ใจเพียงอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญคือ “ความชัดเจนตั้งแต่ต้น” ทั้งในเรื่องเงินลงทุน สิทธิ์การถือครอง หน้าที่บริหาร และการจัดการเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด

การมีเอกสารสัญญา การจดทะเบียนบริษัท และการวางระบบบัญชีอย่างโปร่งใส จะช่วยให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน หากคุณกำลังคิดที่จะซื้อโรงงานขายโรงงานร่วมกับหุ้นส่วน อย่าลืมตั้งคำถามกับตัวเองและคู่ร่วมทุนว่า

“เราพร้อมเคลียร์กันทุกเรื่องก่อนลงทุนหรือยัง?” เพราะความชัดเจนตั้งแต่ต้น คือก้าวแรกของความสำเร็จที่ยาวนานในอนาคต ปรึกษาทีมงาน Biggerland ได้ทุกเวลาครับ

copy

บทความอื่นๆ